หลังจากที่เรือเฟอรี่จอดเทียบท่านิ่งสนิทเมื่อถึงเกาะกอตลันด์ (Gotland) ผู้โดยสารก็เร่งฝีเท้าขึ้นปบนเกาะอย่างไม่รั้งรอ เนื่องจากเป็นเวลาดึกมากแล้ว และอากาศค่อนข้างเย็น เมื่อผ่านออกมายังประตูผู้โดยสารขาออก สิ่งแรกที่ดูเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้ที่ฉันเห็นคือ หญิงชายในชุดเสื้อคลุมยาว มีผ้าโพกหัว และพกเครื่องเคราครบมือ ทั้งแก้วน้ำทำจากเขาสัตว์ ถุงหนังใส่เงิน หรือมีดพกขนาดกำลังเหมาะมือ ทำให้รู้สึกได้ว่าผู้คนที่นี่มีความกระตือรือร้นกันมากกับงานสัปดาห์ยุกคลาง หรือ Medieval Week ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ในเมืองวิสบี้(Visby) แห่งนี้
ก้าวแรกที่ลงจากรถแทกซี่ และเหยยบย่างลงบนพื้นหินเก่าแก่ด้านหน้ากำแพงเมืองโบราณในค่ำคืน หัวใจก็เต้นระทึกพองโตในทันที ภาพกำแพงสูงสง่าก่อด้วยแนวหินปูนยาวเหยียดช่างสวยงามและคลาสสิก เชื้อเชิญให้เค้าไปเที้ยวชมตั้งแต่แรกเห็น ตึกรามบ้านช่องภายในกำแพงเมืองซึ่งเป็นสถานที่จัดงานนั้นก็ช่างดูสวยงาม และยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมเก่าแก่
เช้าวันแรกของงานสัปดาห์ยุคกลาง นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศในสวีเดนและจากประเทศต่างๆเริ่มทยายกันเข้ามาภายในงาน ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว นอกจากนั้นก็เป็นคู่รักกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งจะเห็นถึงความแตกต่างของคนแต่ละกลุ่มได้ชัดเจน ส่วนมากกลุ่มที่มากันเป็นครอบครัวจะแต่งชุดแบบนักท่องเที่ยวเดินเข็นรถเข็นเจ้าตัวเล็กไปตามทาง มิหนำซ้ำบางรายก็ยังจูหมามาเป็นสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย ประมาณว่าแม้แต่หมาก็ไม่ให้พลาดเทศกาลสำคัญนี้เป็นอันขาด ส่วนกลุ่มคู่รักหนุ่มสาวค่อนข้างสนใจในความเป็นยุคกลาง ก็จะสวมใส่เสื้อผ้าชุดยุคกลางเดินกันขวักไขว่ บ้างเดินเลือกื้อของฝาก บ้างก็กำลังกดเอทีเอ็ม ซึ่งดูแล้วแปลกตาดีที่นานๆจะได้เห็นคนใศตวรรษที่ 13 มากดเอทีเอ็มอยู่ข้างถนน ส่วนวัยรุ่นทั้งหลายก็แต่งตัวตามรสนิยมที่ตนชอบ ทั้งพังก์หัวสี เฮฟวี่ขาร็อค หรือแม้แต่พวกผสมผสานที่หัวเป็นพังก์โกนเรียบครึ่งหัวและถักเปียเป็นแพอีกครึ่งหัว แต่อยู่ในเครื่องเคราแบบยุคโบราณ ยิ่งทำให้อดจินตนาการไปไม่ได้ว่าในยุคนั้นอาจจะมีแบบนี้ก็เป็นได้ และทั้งหมดนี้จึงทำให้เทศกาลงานยุคกลางดูมีสีสัน สนุกสนานและน่าอัศจรรย์ใจตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน
ตกสายร้านรวงต่างๆเริ่มนำสินค้ามาวางขาย รวมทั้งร้านอาหารต่างๆในเมืองที่มีบริการอยู่ตลอดเส้นทางที่มุ่งไปยังลานสนามหญ้าขนาดใหญ่ด้านทิศเหนือของเมือง ซึ่งใข้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมและงานแสดงต่างๆ นักท่องเที่ยวเลือกร้านนั่งกินกาแฟและอาหารหลายชนิดที่มีไว้รองรับอย่างจุใจ ฉันเลือกนั่งร้านกาแฟที่จัดวางโต๊ะเก้าอี้ไม้คลาสสิก ปูด้วยเบาะรองนั่งสีน้ำเงินเข้มท่าทางนั่งสบาย แต่สิ่งที่ดลจิตดลใจให้ฉันเลือกนั่งร้านนี้ไม่ใช่เพราะบรยากาศร้านและความนั่งสบายหรอกนะ แต่เป็นเพราะหนุ่มล่ำบึ๊กหัวโล้นเกลี้ยงเกลาที่ไร้อาภรณ์ใดๆปกคลุมส่วนบนของร่างกาย แต่ทดอทนด้วยหนังสัตว์สีน้ำตาลเข้มคาดที่ลำตัวและมีเข็มขัดติดอาวุธคาดเอว สวมปลอกมือหนังเข้าชุด เพิ่มเสน่ห์อีกนิดหน่อยด้วยลายสักที่เป็นลวดลายสัญลักษณ์ของไวกิ้ง ทำเอาฉันน้ำลายหกและต้องรีบยดกาแฟขึ้นซดก่อนที่จะเปล่งเสียงกรี๊ดออกไปให้อายผู้คน

เดินต่อไปเรื่อยๆ ยังไม่ถึงจุดหมายที่ต้องการ ฉันก็แวะเวียนถ่ายรูปเป็นระยะๆไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ชักรูปกันอยู่ทั่วไปตามส่วนต่างๆของเมือง ลักษณะบ้านเมืองที่นี่เป็นเนินเขาสูงต่ำตลอดเส้นทาง เมื่อเรายืนอยู่บนที่สูงก็จะสามารถเห็นวิวทิวทัศน์รอบๆเมืองได้อย่างชัดเจน ซึ่งทางทิศตะวันตกของเมืองจะเป็นชายทะเลที่เต็มไปด้วยกลุ่มหินกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป กลิ่นอายสดชื่นจากธรรมชาติที่ดบกสะบัดพัดมาจากริมทะเล ทำให้ฉันสามารถรับรู้ถึงความเป็นเมือง “วิสบี้” ได้มากขึ้น
เมื่อไปถึงลานสนามหญ้าด้านทิศเหนือของกำแพงเมือง ฉันแทบร้องว้าวออกมาดังๆ เนื่องจากเต็มไปด้วยซุ้มร้านค้าในแบบยุคกลาง ซึ่งแต่ละร้านจำหน่ายสินค้าในยุคกลาง ทั้งเครื่องหนัง เครื่องเหล็ก เสื้อผ้าทำจากหนังสัตว์และขนแกะ และเครื่องประดับตกแต่งร่างกายสไตลืยุคกลาง ฉันเดินวนเลือกดูสินค้าต่างๆและอดซื้อสินค้าแปลกๆเป็นของฝากอย่างเพลินมือไม่ได้ ขณะที่ฉันเพ่งพินิจดูไม้ขีดไฟโบราณอยู่นั้นก็ต้องหยุดกึก และหันไปตามเสียงหัวเราของผู้คนที่ดังออกมาจากสนามหญ้าด้านใน เสียงหัวเราและผิวปากวี๊ดวิ้วดังขึ้นเป็นระยะ เชิญชวนให้ฉันสาวเท้าก้าวตามเสียงไปอย่างสงสัยใคร่รู้ กลุ่มคนหนาแน่นล้อมวงอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่บ้างนั่งบ้างยืน และปูผ้าลงนอนอย่างสบายใจ ตรงกลางของวงล้อมมีชายหนุ่มแต่งกายเป็นตัวตลก ในยุคกลางกำลังยืนพูดภาษาสวีดิชด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แสดงท่าทางต่างๆประกอบการพูดอย่างสนุกสนาน ผู้คนรอบข้างที่ล้อมวงกันดูต่างหัวเราอย่างสรวลเสเฮฮา ฉันแปลไม่ออกเลยสักคำ แต่ก็สามารถหัวเราะออกมาได้จากสถานการณ์และลักษณะท่าทางที่เขาแสดงออก
สักพักเขาเชิญผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งดูอยู่ในวงนั้นออกมาร่วทมแสดงด้วย เขาจับเธอทำท่าทางประหลาดและวิ่งส่งเสียงร้องรอบวง ทำให้ผู้ชมต่างปรบมือกันเกรียว นอกจากนี้เด็กผู้ชายคนหนึ่งในนั้นก็ได้รับเชิญให้ออกมาร่วมวงด้วย สร้างความประทับใจให้กับฉันมาก เนื่องจากเด็กคนนี้แสดงได้อย่งไม่ขัดเขิน พูดจาฉะฉาน ทำให้การแสดงลื่นไหล และปิดท้ายก่อนลาผุ้ชมด้วยการเปิดหมวกแก๊บเก๋ๆ ใบที่สวมใส่อยู่โค้งคำนับผู้ชมเป็นการเลียนแบบนักแสดงมืออาชีพ ถ้าเด็กไทยมีความกล้าแสดงออกและร่วมทำกิจกรรมได้อย่างดีเหมือนเด็กๆในต่างประเทศบ้างก็คงดีไม่น้อย เราคงได้เห็นการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ซึ่งอาจจะทำได้ดีกว่าเด็กฝรั่งด้วยซ้ำไป หนุ่มนักแสดงโชว์ลีลาการโยนไม้เพลิงสลับกับมีดด้ามยาว ซึ่งจุดที่ทำให้น่าสนใจและตลกขบขันไม่ได้อยู่ที่ลีลาความสามารถต่างๆเหล่านี้ แต่กลับอยู่ที่มุขเด็ดๆที่เล่นกันสดๆกับผู้ชมของเขา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับฉันไม่น้อยจนอดไม่ได้ที่จะร่วมเป็นผู้หนึ่งที่หย่อนเหรียญ 5 โครนใส่ลงในกระสอบใบเบ้อเริ่มที่เขากางออก และเชื้อเชิญแกมสาบแช่งถ้าไม่ใส่เงินลงไปให้เขาหลังจบการแสดง แน่หละ ฉันไม่อยากนอนไม่หลับกระสับกระส่ายถ้าขี้เหนียวกับโชว์นี้
ฉันยังคงเดินวนไปรอบๆเพื่อดูของขายต่างๆภายในงานกะจะเลี้ยวซ้ายเดินทวนเข็มนาฬิกา เพื่อวนไปยังซุ้มเครื่องหนังเสียหน่อย แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเดินเลี้ยวซ้ายไปตามกลิ่นหอมกรุ่นที่โชยเข้ามากระทบจมูก หนุ่มสาวคู่หนึ่งในชุดเอี๊ยมคลาสสิกที่บ่งบอกว่าเป็นพ่อค้าแม่ขายกำลังเคี่ยวกรำขนมประจำท้องถิ่นอยู่อย่างขะมักเขม้น ฉันดูไม่ออกว่าเป็นขนมอะไร แต่มันช่างหอมเย้ายวนใจให้ต้องควักกระเป๋าอีกรอบ เขาตักขนมใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลยื่นให้ฉันพร้อมกล่าวคำว่า “ทัค” เป็นการขอบคุณก่อนที่จะได้รับเงินจากฉันเสียอีก เมื่อฉันซื้อของบ่อยๆเข้าก็เริ่มสังเกตได้ว่าคนที่นี่ขอบคุณก่อนรับเงินทั้งนั้น ซึ่งต่างจากการซื้อขายของในบ้านเรา ทันทีที่ฉันเคี้ยวขนมก้อนแรกเข้าไปก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเมล็ดอัลมอนด์ที่เคี่ยวกลุกกับน้ำฝึ้ง และส่วนผสมต่างๆเข้าด้วยกันจนกลายเป็นก้อนกรอบด้านนอกห่อหุ้มเมล็ดในรสชาดใกล้เคียงกับการกินถั่วเคลือบน้ำตาลรถกาแฟในบ้านเรานี่เอง
เดินจนครบรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เปลี่ยนไปเดินในสวนพฤกษาที่อยู่ถัดไป ดอกไม้ที่นี่ได้รับการจัดแต่งสวยงามและเป็นรูปปั้นหรือสัญลักษณ์ตามมุมต่างๆอยู่ที่ไปตามสไตล์สวีเดน ที่ขึ้นชื่อว่ามีอนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑเยอะแยะลานตาจนถ่ายรูปกันไม่หวาดไม่ไหว ฉันไล่เดินไปเรื่อยจนออกจากสวนเพื่อกลับที่พัก โดยใช้เส้นทางเดินเลาะริมรอบๆกำแพงเมือง ผ่านหอคอยต่างๆที่ว่ากันว่ามีอยู่ถึง 44 หลังรอบตัวกำแพง ฉันหยุดถ่ายรูปดบสถ์ขนาดใหญ่ที่สวยงามตะการตา อันเป็นที่น่าภาคภูมิใจของคนที่นี่ ฉันไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินมาว่า “ดอร์มซีกัน” แห่งนี้เป็นโบสถ์ยุคกลางเพียงแห่งเดียวของที่นี่ที่ยังคงเปิดทำการอยู่ เพราะเห็นหนุ่มสาวแต่งชุดสูทและชุดกระโปรงยาวเรียบร้อยเดินขวักไขว่อยู่เป็นกลุ่ม เพื่อเตรียมเข้าร่วมพิธีแต่งงานด้านในโบสถ์ ในขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนที่เข้าชมความงามด้านในโบสถ์ก็เดินสวนออกมาเพื่อหลีกทางเพื่อพิธีใกล้เริ่ม และแน่นอน ฉันแอบทำตัวเป็นปาปารัสซี่ถ่ายภาพหนุ่มสาวแสนสวยที่กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของงานแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้

เส้นทางสายเล็กสายน้อยที่ปูด้วยหินเก่าแก่ตลอดสายเป็นเสน่ห์ทึ่ดึงดูดใจให้เดินต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยแยกน้อยใหญ่ที่พาลัดเลาะไปตามหลืบมุมต่างๆแผงเร้นไปด้วยร้านกาแฟน่ารักๆ การเดินชมเมืองของฉันเลยใช้วเลาไปได้อย่งมากมาย เมื่อเหลือบดูนาฬิกาก็ต้องประหลาดใจไม่น้อยเพราะปาเข้าไป 2 ทุ่มแล้ว แต่ไฉนแสงอาทิตย์จึงยังร้อนแรงแผดจ้าได้ถึงขนาดนี้ อากาศที่นี่ในช่วงซัมเมอร์ค่อนข้างเย็นสบาย แต่แดดที่เริ่มสาดแสงตั้งแต่เช้ามืดและตกดินเวลา 3 ทุ่มนี่สิช่างแสบแสนอย่าบอกใคร ทำให้ฉันต้องใช้ครีมทาผิวชนิดดับเบิ้ลมอยส์เจอร์ไรเซอร์วันละหลายรอบ และโปะด้วยครีมกันแดดเปอร์เซนต์สูงปรี๊ดเพื่อป้องกันหน้าไหม้ นี่ถ้าบอกใครต่อใครว่าฉันเป็นฝ้าหรือกระเพราะแดดตอน 2 ทุ่มคงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่ เมื่อถึงที่พักฉันก็ล้มตัวลงนอนเอาแรงก่อนจะออกไปวาดลวดลายต่อในผับตอน 5 ทุ่ม ความยาวของกำแพงกว่า 3 กิโลเมตรทำให้ฉันอ่อนเพลียได้มากมายขนาดนี้จริงๆ
ประตูเหล็กสีดำทะมึนดูน่าเกรงขามถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เพื่อต้อนรับอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติจากประเทศไทย ซึ่งก็คือฉันนั่นเอง ฉันเดินผ่านประตูเหล็กเข้าไปยังผับสไตล์ยุคกลางอย่างสง่าผ่าเผย อาจมีขัดเขินบ้างก็ตรงที่หน้าฉันออกจะเป็นเอเชียสุดฤทธิ์ ขัดกับชุดยุคกลางที่สวมใส่อย่งสิ้นเชิง การ์ดหน้าประตูผู้แต่งกายคล้ายทหารโบราณสำรวจเรือนร่างฉันอย่างพิศมัยในความเย้ายวน อันนี้เวอร์ไปนิด อันที่จริงการ์ดหน้าประตูไล่สายตาสำรวจดูว่าฉันพกพาอาวุธเข้าไปเหมือนกับที่พกความโหดบนใบหน้าหรือไม่ และปล่อยฉันเข้าไปภายในบริเวณอย่างไม่ยี่หระน่าจะถูกกว่า
ผับแห่งนี้เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่อยู่ติดกับหอคอยของกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ด้านนอกของผับเป็นโต๊ะอาหารที่ทำจากไม้ตั้งอยู่บนลานและตามมุมต่างๆทั่วไป มีซุ้มเบียร์หลากหลายชนิดคอยบริการลูกค้า ด้านในผับแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นล่างเป็นโต๊ะยาวและโต๊ะสั้นตั้งด้วยเชิงเทียนคาสสิก มีมุมหนึ่งเป็นเค้าเตอร์ไวน์หลากหลายชนิดให้เลือกลิ้มลอง ฉันเลือกที่จะขึ้นไปสิงสถิตอยู่ชั้นบน เนื่องจากเป็นห้องโถงใต้หลังคาที่แบ่งเป็นส่วนของฟลอร์เต้นรำ เวทีนักดนตรีและส่วนของเค้าน์เตอร์เบียร์นานาชนิด ฉันนั่งจิบเบียร์สไตลืกอตลันด์ได้สักพักก็พบว่ามีผู้คนจับกลุ่มคุยกันบนฟลอร์อย่างหนาตา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันคุยกับเพื่อนใหม่ชาวสวีเดนจนเพลิน หรือเป็นเพราะฤทธิ์อลกอฮอลล์กันแน่ แหม เบียร์ที่นี่แรงอย่างกับช้างหันหน้าชนกันแน่ะ
กลุ่มนักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นเมืองทั้งเครื่องเป่า เครื่องตี เคร่องสาย เพียงไม่นานหนุ่มสาวในชุดสวยงามแปลกตาก็เริ่มวาดลวดลายไปตามจังหวะเพลงที่เริ่มบรรเลงด้วยปี่สก็อต และเร่งจังหวะให้เร่าร้อนสนุกสนานด้วยกลองพื้นเมือง ลีลาท่าเต้นของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงประเพณีอันเก่าแก่ จังหวะการยักย้านส่ายสะโพ การกระโดดสลับขาและการประสานมือไปพร้อมๆกันของหนุ่มสาวตามจังหวะดนตรีช่างดูมีเนน่ห์และชวนเมามากๆ... นี่เพียงแก้วที่สองเองนะเนี่ย
ฉันต้องกลับที่พักก่อนเวลาผับปิด เพราะถ้าหากข้ากว่านี้ฉันอาจจะไม่อยากกลับหรือไม่ก็ต้องมีใครลากฉันออกจากขาเก้าอี้หลังผับเลิกเป็นแน่ อันนี้คงน่าเกลียดพิลึก
แสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาแบบแยงตาแยงจมูก ทำให้ฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาดูนาฬิกาและรู้ว่าสายมากแล้ว ฉันรวบรวมของฝากและแพ็กเข้ากระเป๋าเตรียมตัวจะกลับสต๊อกโฮลม์อีกครั้ง ตกบ่ายฉันก้าวขึ้นเรือเฟอร์รี่และทอดสายตาจากหน้าต่างบานโตออกไปยังเกาะกอตลันด์อย่างอาลัยอาวรณ์ และก็ต้องหันกลับมามองที่นั่งบนเรือด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวอีกหลายคนยังอยู่ในชุดยุคกลางและอาวุธครบมือ อย่างน้อยฉันก็ยังอยู่กับเกาะกอตลันด์และมืองวิสบี้อีกตั้ง 3 ชั่วโมงแน่ะ
คุณต้องเป็นสมาชิกของ odoza เพื่อแสดงความคิดเห็น!
Join odoza